สุขภาพดี : นอนไม่หลับ…รักษาได้ด้วย ธรรมชาติบำบัด
Posted on May 22, 2010เคยบ้างไหมที่คุณพบว่าตัวเอง เหวี่ยงตัวไปมาบนเตียงและพยายามนอนให้หลับ? หรือต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนเช้ามืดจนทำให้รู้สึกว่าชีวิตของคุณกำลัง ถูกครอบงำ หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคนอนไม่หลับแบบรุนแรงอยู่นั่นเอง
หลายคนมี ปัญหานอนไม่หลับเมื่อต้องผ่านช่วงเคร่งเครียดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ความตึงเครียด และความหดหู่ ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืน ซึ่งมีการประมาณว่า 40% ของคนไทยต้องทนทรมานจากโรคนอนไม่หลับ และมีจำนวนถึง 10% ที่นอนไม่หลับแบบเรื้อรังยาวนาน
แต่โรคนอนไม่หลับสามารถบำบัดได้โดยวิธีรักษาแบบธรรมชาติ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานง่ายๆ ปัจจุบันก็มีการผสมผสานระหว่างวิธีทางธรรมชาติกับเทคนิควิทยาการใหม่ๆ เพื่อช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับให้ดีขึ้น และปรับร่างกายให้หลับได้ง่ายขึ้น นั่นคือ
1. การควบคุมอาหารและการใช้อาหารเสริม
อาหารและเครื่อง ดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เป็นสารกระตุ้นที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับจึงควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ช็อคโกแลต ชาและกาแฟ และกินอาหารที่มีทริปโตแฟน (กรดอะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโปรตีน) แคลเซียม และแม็กนีเซียมมากขึ้น เพื่อช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น โดยสารเหล่านี้มีอยู่ในอาหารจำพวกกล้วยชนิดต่างๆ ผักใบเขียว ถั่ว โดยเฉพาะเมล็ดอัลมอนด์ โยเกิร์ต ไก่งวง ปลา ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง และซีเรียลธัญพืช
เวลาที่ต้องเผชิญกับสภาวะเครียดนานๆ อาจมีผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายด้วย โดยเฉพาะต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนพวกอะดรีนาลิน ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารบางอย่างมากกว่าปกติ จนอาจทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารได้ด้วย และต้องรักษาด้วยการควบคุมอาหารและใช้อาหารเสริม
2. การใช้สมุนไพร
ยา และสมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลาย ผลิตสารปรับสภาพร่างกายไตโมเลปติคส์ เพื่อปรับสภาพอารมณ์ สารต้านอาการวิตกกังวล และยานอนหลับ ยาเหล่านี้สามารถใช้ได้ตลอดทั้งวันในการรักษาโรคนอนไม่หลับ ช่วยในการปรับสภาพอารมณ์ หรืออาจเลือกใช้บางตัวยาในตอนกลางคืนเพื่อช่วยให้นอนหลับ
3. การใช้ยารักษาโรคและสารสกัดจากดอกไม้ (Bush flowers)
การใช้ยารักษาโรค หรือสารสกัดจากดอกไม้ เป็นการรักษาที่ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างกัน เพื่อช่วยในการปรับสมดุล ผ่อนคลาย และฟื้นฟูสภาพจิตใจ
4. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น
- หา วิธีผ่อนคลายก่อนเข้านอน เช่น แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือแมกนีเซียม ซัลเฟต (Epsom salts) ฟังเพลงเบาๆ การได้ลงแช่น้ำผสมน้ำมันหอมระเหย เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ ตะไคร้ Ylang Ylang และ Nueroli
- หลีกเลี่ยง สิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นก่อนเข้านอน เช่น ดูโทรทัศน์ ใช้คอมพิวเตอร์
- หรี่ไฟในห้องนอนลงประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อช่วยลดการตื่นตัวจากระดับฮอร์โมนเมลาโทนินในสมอง
- ทำ กิจกรรมเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายทุกวัน เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ นวดผ่อนคลาย ฟังเพลงสบายๆ
- จัดเตียงนอนให้เหมาะสมกับการพักผ่อน นอนหลับ
- หลังจากเอนกายลงนอน 30 นาทีแล้วยังไม่รู้สึกง่วง ให้ลุกออกจากเตียง และรอให้รู้สึกง่วงอีกครั้งจึงค่อยกลับไปนอนต่อ ถ้ามีเรื่องกังวลก็ให้จดบันทึกไว้ก็ได้
- สร้างบรรยากาศให้สบาย น่านอน และกำจัดบรรยากาศที่เป็นอุปสรรคต่อการนอน เช่น ชุดนอนที่โปร่งเบาสบาย ปรับอุณภูมิห้องนอนให้เย็นสบาย กำจัดเสียงและแสงรบกวนต่างๆ
- เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเสมอ แม้ในช่วงวันหยุด
- พยายามงดนอนกลางวันเพื่อจะได้รู้สึกเหนื่อย ล้าอยากพักผ่อนมากที่สุดในตอนกลางคืน
อาการนอนไม่หลับทั้งแบบรุนแรงและเรื้อรัง ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนพฤติกรรมประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์เพื่อปรับนาฬิกาในร่างกายและสร้างรูปแบบการนอนหลับที่ต่อเนื่องมาก ขึ้น และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ก็เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หากใครที่นอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ ลองเริ่มต้นตั้งนาฬิกาชีวิตตัวเองดูใหม่ คุณก็จะได้ผ่อนคลายด้วยการนอนหลับอย่างมีความสุขได้เช่นกัน
สุขภาพดี มีได้ไม่ยากถ้าคุณมีเคล็ดลับ สุขภาพดี จากเราเพื่ือ สุขภาพดี ของคุณทุกวัน
GoodFoodGoodLife.in.th เราอยากให้คุณมี สุขภาพดี , กินดี อยู่ดี , พักผ่อน และเราก้อมี เคล็ดลับสุขภาพ ดีๆ ด้วย สูตรอาหาร ดีๆ เพื่อคุณเสมอ
TAG : goodfoodgoodlife.in.th , Nestle , Wellness
อาการ ปวดหลัง Low back pain
Posted on May 07, 2010อาการ ปวดหลัง เป็นอาการหนึ่งที่เป็นกันบ่อยๆ ประมาณ 4/5ของผู้ใหญ่จะเกิดอาการ ปวดหลัง ซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการดูแลตัวเอง ผู้ที่มีอาการ ปวดหลัง ร้อยละ50จะหายภายใน 2 สัปดาห์ ร้อยละ90 จะหายภายใน 3 เดือน จะพบผู้ป่วยร้อยละ 5-10ที่จะเป็นโรคปวดเรื้อรัง การที่มีอาการปวดหลังไม่ได้หมายความว่าจะมีการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย การ ปวดหลัง เป็นเพียงเกิดการอักเสบขึ้นที่โครงสร้างของหลัง อาการที่สำคัญที่แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลายและต้องพบแพทย์โดยด่วนได้แก่
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจาระไม่อยู่
- อ่อนแรงของขา
DOCTORCARE Pain Clinic and Wellness Center ให้การ รักษาอย่างมีประสิทธฺิภาพ โดยสามารถรู้สึกได้เพียงการรักษาครั้งแรก
TAG: โรคปวดเรื้อรัง , ไมเกรน , ปวดหลัง
การบริหารร่างกาย ป้องกันอาการ ปวดหลัง
Posted on May 07, 2010การบริหารร่างกาย ป้องกันอาการ ปวดหลัง สามารถทำได้ ดังนี้
1.ประโยชน์
- ทำให้กล้ามเนื้อ คลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
- กระดูกและข้อ เสื่อมช้าลง
2.หลักการ
- 2.1 เป็นการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา ลดอาการ ปวดหลัง
- 2.2 ควรออกกำลัง บริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า–เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
- 2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการ ปวดหลัง มากขึ้น ให้งดทำในท่านั้นๆ
3.ท่าการบริหารป้องกันอาการ ปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร นอนหงายบนที่ราบ ศีรษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
- ท่า ที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรงวางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลาไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน - ท่า ที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่นของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะเดียวกัน 10 ครั้ง - ท่า ที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศีรษะเข้ามาให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะเดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง - ท่า ที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรงเกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน - ท่า ที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้าของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการ ปวดหลัง สามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
————————————————————————————————————————–
DOCTORCARE Pain Clinic and Wellness Center ให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรู้สึกได้เพียงการรักษาครั้งแรก
TAG: โรคปวดเรื้อรัง , ไมเกรน , ปวดหลัง
โรค ไมเกรน (MIGRAINE) เคล็ดลับ ๙ ประการ
Posted on May 07, 2010๑.โรคไมเกรน (MIGRAINE) คืออะไร?
และทำไมจึงเรียกไมเกรน (MIGRAINE)?
โรค ไมเกรน คือ โรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัว ของหลอดเลือดแดงในสมอง มากกว่าปรกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย
โรค ไมเกรน นี้ รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัย GALEN คือ ราวสองพันปีมาแล้ว คำว่าไมเกรน (Migraine) นี้มาจากคำสองคำคือ HEMI + CRANIUM คำ HEMI แปลว่า ครึ่งซีก ส่วน RANIUM แปลว่า ศีรษะหรือหัว เมื่อคำสองคำมาผสมกันเป็น HEMICRANIUM แต่ยาวเกินไป จึงตัด “HE” ส่วนหน้าออกและ “IUM” ส่วนหลังทิ้ง จึงเหลือ “MICRAN” ในภาษาลาติน
ภาษาอังกฤษมาแปลงใหม่เป็น MIGRANE ในภาษาไทยมีคำแปลว่า “โรคตะกัง” แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้กันแต่อย่างใด, จึงมักเรียกทับศัพท์กันว่า “โรค ไมเกรน (MIGRAINE)”
๒.โรคนี้พบบ่อยแค่ไหน?
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อาการปวดหัวหรือปวดศีรษะนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในประชาชนทั่วๆ ไป จนเรียกได้ว่าไม่มีใครที่จะไม่เคยปวดหัวเลย อาการปวดหัวนั้นอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆมากมาย เช่น โรคที่พบบ่อยได้แก่ ตัวร้อนหรือเป็นไข้ เป็นหวัด เจ็บคอ ปวดฟัน ตาแดง หูอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ ตลอดจนโรคที่พบน้อยแต่มีอันตราย เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เนื้องอกในสมองและเลือดออกในสมอง เป็นต้น
ใน ทางการแพทย์แบ่งอาการปวดศีรษะออกเป็น ๒ ชนิดคือ :
๑.ปวดศีรษะชนิดเฉียบพลัน, ซึ่งมักจะมีสาเหตุจากการอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณโพรงจมูก คอ ปาก หูและตาดังกล่าวแล้ว
๒.ปวดศีรษะเรื้อรัง ซึ่งมักมีสาเหตุใหญ่ๆ เพียง ๒ ชนิดคือ
ก.โรคไมเกรน
ข.โรคปวดศีรษะจากความเครียด
ส่วนภาวะเนื้องอกในสมอง หรือการตกเลือดในสมองนั้น พบได้น้อยมากไม่ถึง ๐.๐๑ % ของผู้ที่มีอาการปวดหัวทั้งหมด ดังนั้น ถ้าใครปวดหัวและกังวลว่าตัวเองจะมีเนื้องอกในสมอง หรือมีเลือดออกในสมองนั้นมีโอกาสเป็นจริงน้อยมาก แต่มักจะปวดศีษะจากความเครียด หรือโรค ไมเกรน มากกว่า
มีคนถามว่า โรค ไมเกรน กับ โรคปวดศีรษะจากความเครียดนั้น อย่างไหนจะพบมากกว่ากัน
คำ ตอบคือ โรค ไมเกรน จะพบราว ๗% ของประชากร, ส่วนโรคปวดศีรษะจากความเครียดนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะสิ่งแวดล้อม เศรษฐฐานะ และสภาพของสังคม ในเมืองหลวงจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้มากกว่าในชนบท ปัจจุบันนี้คงยอมรับว่า เกือบทุกคนมีความเครียด แต่ใครจะปวดหัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบต่างๆ ของการแสดงออกของอาการเครียด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ หงุดหงิด เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ ตลอดจนท้อแท้เบื่อหน่ายได้
๓.โรคไมเกรนมีอาการอย่างไร?
โรค ไมเกรน ความจริงไม่น่าจะจัดว่าเป็นโรคแต่อย่างใด, เพราะเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปรกติ ในคนปกติหลอดเลือดแดงเหล่านี้ซึ่งมีอยู่มากมายในสมอง ก็จะมีบีบตัวและคลายตัวอยู่เป็นประจำแต่ไม่มากจึงไม่ปวดหัว ในผู้ป่วย ไมเกรน จะไม่พบพยาธิสภาพใดๆในหลอดเลือดแดงของสมอง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอัมพาตหรือพิการแต่อย่างใด
อาการของโรค ไมเกรน ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังนี้ :
๑.ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกัน หรือเป็นสลับข้างกันได้
๒.ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากจะปวดตุ๊บๆ นานครั้งหนึ่งๆเกิน ๒๐ นาที (ยกเว้นจะได้รับประทานยา) แต่บางครั้งถ้าเป็นรุนแรงอาจปวดนานเป็นวันๆ หรือสัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อๆสลับกับปวดตุ๊บๆในสมองก็ได้
๓.อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะ ก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้
๔.อาการนำจะเป็นอาการทางสายตา โดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว ๑๐-๒๐ นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้นๆ ระยิบระยับ แสงจ้าสะท้อนหรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำหน้ามาก่อน
๔.ใครบ้างที่เป็นโรคไมเกรน?
โรค ไมเกรน พบบ่อยในผู้หญิงวัยสาว ระหว่าง ๒๐-๔๐ ปี ในเด็ก และผู้สูงอายุพบน้อย ผู้ชายพบว่าเป็นไมเกรนน้อยกว่าผู้หญิง ๓-๔ เท่าตัว แต่ถ้าผู้ชายเป็นมักจะมีอาการรุนแรงกว่า โดยมีอาการปวดตาข้างใดข้างหนึ่ง น้ำตาไหล ตาแดง ปวดรุนแรงมากติดต่อกันเป็นเวลา ๖-๘ สัปดาห์ และอาจเป็นซ้ำบ่อยๆทุก ๖-๑๒ เดือน โรค ไมเกรน มักพบบ่อยกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง เช่น แม่ น้องสาว น้า ป้า เป็นต้น
๕.มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โรค ไมเกรน เป็นมากขึ้น?
เป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวกระตุ้นหรือทำให้เกิดอาการของโรคไมเกรนมากขึ้นได้แก่
๑.ภาวะ เครียด
๒.การอดนอน
๓.การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป
๔.ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุมกำเนิด
๕.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
๖.อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต
ดังนั้น ผู้ป่วยโรค ไมเกรน จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงภาวะต่างๆ เหล่านี้ ผู้ป่วยทุกคนต้องสังเกตตัวเองว่า อะไรเป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคไมเกรนในตนเอง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและแก้ไขได้ตรงจุด
๖.เมื่อไรโรค ไมเกรน จึงหาย?
เป็นที่ยอมรับกันว่า โรค ไมเกรน ก่อให้เกิดภาวะปวดศีรษะเรื้อรังนานเป็นปีๆ บางรายอาจนานเป็นสิบๆปี จึงมักทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลว่า ทำไมตัวเองจึงไม่ยอมหายจากภาวะปวดศีรษะนั้น และวิตกว่าจะมีความผิดปรกติในสมองต่างๆ เช่น เนื้องอกหรือเลือดคั่งในสมอง หรือเกรงว่าจะเกิดอัมพาตหรือพิการตามมาภายหลัง
ในกรณีนี้จะทำให้อาการปวดศีรษะเลวลง เพราะจะเกิดอาการปวดศีรษะจากภาวะเครียดเพิ่มขึ้นมาทับถมอีก การปวดศีรษะจากภาวะเครียดนั้นพูดโดยย่อ จะปวดแบบตื้อๆ หนักศีรษะทั่วทั้งศีรษะบางรายจะบอกว่า ปวดเหมือนมีอะไรมาบีบรัดโดยรอบหัว อาการนี้จะเป็นมากตอนบ่ายๆ หรือสายๆ ช่วงเช้าไม่ค่อยปวด หลังนอนพักอาการจะดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเกิดจากการบีบเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและบริเวณคอ
โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคไมเกรนจะไม่มีอันตราย ใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการพิการหรือทุพพลภาพตามมาแต่อย่างใด โดยปรกติอาการปวดศีรษะชนิดไมเกรนนี้จะลดความรุนแรงลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเลยวัยหมดระดูไปแล้ว จะพบผู้ป่วยไมเกรนน้อยมาก
๗.ผู้ป่วยโรค ไมเกรน ต้องรับการตรวจวินิจฉัยอย่างไรบ้าง?
โรค ไมเกรน เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด ไม่มีวิธีการวินิจฉัยทางอื่นใด ดังนั้น การเจาะเลือด เอกซเรย์ หรือการตรวจคอมพิวเตอร์สมองจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด กลับจะเจ็บตัวและอาจเป็นอันตรายหรือเสียเงินทองโดยไม่จำเป็น
๘.โรค ไมเกรน รักษาอย่างไร?
การปวดศีรษะจากโรค ไมเกรน มักรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตตามอลธรรมดา ยาที่ได้ผลดีคือยาแก้ปวดแอสไพริน ขนาด ๒ เม็ด ในขณะปวด แต่ข้อระวังห้ามรับประทานแอสไพรินในขณะท้องว่าง และผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้มากๆ และอาจทำให้ถึงแก่กรรมได้ ในผู้ป่วยที่ไม่แน่ใจว่า จะมีโรคกระเพาะหรือไม่ ให้รับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหารหรือนมร่วมด้วย ก็จะป้องกันการระคายเคืองของแอสไพรินต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
๙.จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค ไมเกรน ได้ อย่างไร?
ในผู้ป่วยโรค ไมเกรน ที่นานๆ เป็นครั้ง เช่นปีละ ๒-๓ หนไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันแต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ป่วยโรคไมเกรนที่เกิดอาการปวดศีรษะบ่อยๆ เช่นเกือบทุกสัปดาห์ หรือทุกวัน จำเป็นต้องให้การป้องกันโดยการหลีก เลี่ยงปัจจัยส่งเสริมให้เกิดดังกล่าวแล้ว ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยส่งเสริมดังกล่าวอาจจำเป็นต้องให้ยาป้องกัน ซึ่งแบ่งได้หลายชนิด เช่น
ก. ERGOT ALKALOIDS เป็นยาป้องกันมิให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว
ข. BETA BLOCKER
ค. CALCIUM CHANNEL BLOCKER
ง. ANTIDEPRESSANT เป็นต้น
จ. SEROTONIN ANTAGONIST เป็นต้น
ยา ในกลุ่มดังกล่าวเป็นยาอันตราย และมีผลข้างเคียงทุกชนิด จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งให้และรับประทานตามกำหนดในช่วงเวลาจำกัด การซื้อใช้เองอาจเกิดผลร้ายได้
—————————————————————————————————-
DOCTORCARE Pain Clinic and Wellness Center ให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรู้สึกได้เพียงการรักษาครั้งแรก
TAG: โรคปวดเรื้อรัง , ไมเกรน , ปวดหลัง
วิธีทำให้หาย สายตาสั้น (แบบธรรมชาติ ไม่ต้องผ่าตัด)
Posted on May 06, 2010สายตาคน มันจะสั้นหรือจะยาว มันขึ้นอยู่กับ shape ของ eyeballs เมื่อมันเปลี่ยน shape ไป มันจะเปลี่ยน focal length ไป ความสั้นความยาวของสายตาก็จะปรับเปลี่ยนไป
การที่ eyeballs จะเปลี่ยน shape ได้นั้น ทำได้ด้วยวิธีการแบบธรรมชาติบำบัดคือ
1. ควบคุมอาหาร
2. ใช้ acupuncture (การรักษาโดยแทงเข็ม)
3. ใช้ acupressure (การรักษาโดยนวดกดจุดบริเวณรอบๆตา หัว และคอ)
เรารักษาด้วยวิธีที่ 1. นั่นก็คือ ฝึก Macrobiotics (แม็กโครไบโอติก) เคร่งๆ การหยุดกินน้ำตาลกับผงชูรส หยุดกินข้าวขาว (แล้วเปลี่ยนไปกินข้าวกล้อง) และฝึกเดินลมปราณ มันช่วยเปลี่ยน eyeball shape ได้จริงๆ
สภาพสายตาของเราขณะนี้ปกติดีมากๆ (เพราะว่าเราไม่ได้กินน้ำตาลมา 20ปีแล้ว) แต่ถ้าวันไหนเราเกิดอุตริ อยากกินน้ำตาล แล้วไปกินของหวานเข้า พอกินไป ตาเราจะพร่ามองไม่เห็นไปหลายวัน เมื่อซวยกินน้ำตาลเข้าไปแล้วตาพร่ามองไม่เห็น
วิธีแก้ให้เร็วที่สุด แก้ได้โดยการกินอาหารแบบที่ชาวแม็กโครไบออติกเรียกว่า diet No.7 นั่นก็คือกินแต่ธัญพืช(ที่มีรำข้าว) ล้วนๆ แล้วไม่กินน้ำเลยเป็นเวลา 2-3 วัน แล้ว (นี่เป็นสูตรลับในการขับสารพิษออกจากร่างโดยเร็วที่สุด) มันจะขับสารพิษของน้ำตาลออกจากร่างได้อย่างรวดเร็ว จนตาเรามองเห็นชัดเจนอีกภายในเวลาประมาณ 1 วันครึ่ง …แต่ถ้าไม่ใช้ diet No.7 แต่กินอาหารแม็คโครไบออติกแบบ อาหารสุขภาพปลอดสารพิษโดยทั่วๆไป เราอาจใช้เวลานานถึง 7 วันกว่าจะขับพิษของน้ำตาลออกไปจากร่างจนตาหายพร่า แล้วมองเห็นได้ชัดเจน
แฟนเราสายตาสั้นมากๆ แว่นเล็นซ์พิเศษเลยอ้ะ เราพยายามจะรักษาเธอด้วย Macrobiotics แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ นั่นก็เพราะว่า
“เธอโปรดปราน Coke (มันมีน้ำตาลและสารพิษอย่างอื่น) กับขนมหวาน…เป็นชีวิตจิตใจ
เราเลยสอนเธอทำ acupressure แทน แต่รู้สึกว่าเธอไม่ค่อยจะขยันฝึกมากเท่าไหร่นะก้อเลยยังสายตาสั้นอยู่
ที่โรงเรียนในประเทศจีน ครูสอนนักเรียนที่ สายตาสั้น ให้รู้วิธีทำ acupressure ผลปรากฎว่า นักเรียนเกือบทุกคนที่เคยใช้แว่น โยนแว่นทิ้งกันหมด เพราะว่าแก้ไขสายตาได้จริงๆ เราอ่านเจอข้อมูลนี้ในหนังสือเรื่อง Sports of China (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูก) เมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว
ส่วนเรื่อง acupuncture (การแทงเข็ม) นั้น เรื่องมันตลก คือว่าเพื่อนเราคนหนึ่งเขาตาเข มาตั้งแต่เด็กๆ โดนเพื่อนๆล้อมาตั้งแต่เด็กๆ ครั้นเมื่ออายุประมาณ 30 กว่าๆ เขาไปผ่าตัด ให้หมอที่อังกฤษผ่าให้ตาหายเข (ตอนนั้นทั้งเขาและเราอยู่ในอังกฤษ) พอกลับบ้านมา เพื่อนเราได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงมากๆ ตาแสบบวมไปหลายอาทิตย์ (ต้องกินยา) กว่าจะหาย
แล้วอยู่มาวันหนึ่งพวกเราดูรายการ BBC เขาไปถ่ายสารคดีที่จีนมา แพทย์จีนสาธิตว่าเข็มมันทำอะไรได้บ้าง หมอเอาเข็มแทงไปตามจุดต่างๆบนหัวของคนไข้ พอแทงจุดหนึ่งตาคนไข้เขไปทางหนึ่ง พอแทงอีกจุดตาก็เขไปอีกทางหนึ่ง
เพื่อนเราส่ายหัว แล้วพูดว่า “โธ่เอ๊ย ทำไมมันง่ายยังงี้ฟระ รู้งี้กรูไม่ไปผ่าตัดหรอก แสบตาจะตายห่ะ ทรมาณอยู่ตั้งหลายอาทิตย์”
TAG : คอนแทคเลนส์, Contact Lens, สายตายาว, สายตาสั้น, สายตาเอียง